คืนนี้เวลาตี 2.00 ของบ้านเรา หงส์แดง ลิเวอร์พูล จะเปิดรัง แอนฟิลด์ รับการมาเยือนจ่าฝูง สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี แต่ก่อนที่เราจะไปชมเกมการแข่งขัน ย้อนรอยไปดูสักนิดนึงว่าที่ผ่านมา การเจอกันแต่ละครั้งของทั้งคู่นั้นจะ ดุเด็ดเผ็ดมันส์หรือดราม่าสักแค่ไหนกัน
5. เชลซี 4-4 ลิเวอร์พูล (รายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ปี 2009)
ในช่วงสงกรานต์บ้านเรา วันที่ 14 เมษายน 2009 นอกจากจะเป็นวันแห่งความสนุกของชาวไทยแล้ว ยังเป็นอีกวันที่แฟน ๆ สิงห์บลูส์ ยังคงจำได้ไม่ลืมเลือน
ทั้งคู่ต้องมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการ แชมเปี้ยนส์ลีก โดยในเกมแรก เชลซี เล่นในรังสามารถตุนสกอร์ไว้ได้ล้นหลามถึง 3-1 จึงดูเหมือนเป็นงานง่ายสำหรับพวกเขาแล้ว แม้จะต้องไปเยือนถิ่น แอนฟิลด์
ลิเวอร์พูล ออกสตาร์ทได้ดีทีเดียว โดยได้ประตูขึ้นนำก่อน 2-0 จากการลักไก่ยิงฟรีคิกของ ฟาบิโอ ออเรริโอ และจุดโทษที่ได้แบบงง ๆ สังหารโดย อลอนโซ เข้าไป โมเมนตั้มเหมือนจะมาทางเจ้าบ้านแล้ว แต่ เชลซี ยังสปิริตแรงกล้ายิงคืนรวดเดียว 3 ลูกจาก ดิดิเยร์ ดร็อกบา, ฟรีคิกสุดสวยของ อเล็กซ์ และ แฟรงค์ แลมพาร์ด
แต่ หงส์แดง ไม่ยอมตายได้ประตูตีเสมอจาก ลูคัส เลว่า และ เดิร์ท เค้าท์ แซงเป็น 4-3 พวกเขาต้องการอีก 1 ลูกเพื่อเข้ารอบต่อไปด้วยกฎประตูทีมเยือน แต่เป็น แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ดับฝันพวกเขาอีกครั้งด้วยการตีประตูตีเสมอ 4-4 เข้ารอบต่อไปด้วยสกอร์รวม 7-5 แบบสุดมันส์
4. ลิเวอร์พูล 2-2 เชลซี (รายการ พรีเมียร์ ลีก ปี 2013)
.
ต้องบอกเลยว่าเกมนี่สุดดราม่าและช๊อกวงการลูกหนังไปเลยโดยเฉพาะหมายเลข 7 ของ หงส์แดง ลิเวอร์พูล อย่าง หลุยส์ ซัวเรซ
ลิเวอร์พูล ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ สิงห์บลู ที่ได้ประตูออกนำไปก่อนในนาทีที่ 25 จากการเปิดลูกเตะมุมของ ฆวน มาต้า เข้ามาให้ ออสก้าร์ โหม่งขึ้นนำเจ้าบ้านไปก่อน 1-0
ก่อนที่นาทีที่ 51 เจ้าบ้านได้ประตูตีเสมอจาก แดเนียล สเตอร์ริดจ์ และถูก เชลซี แซงไปอีกครั้งจากจังหวะการทำแฮนด์บอลของ หลุยส์ ซัวเรซ ในกรอบเขตโทษ และ อาซาร์ สังหารเข้าไปไม่เหลือ
แต่จังหวะช๊อกวงการลูกหนังก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 73 เมื่อ ซัวเรซ จงใจกัดไปที่บริเวณแขนของ อิวาโนวิช และยังไม่ได้ถูกลงโทษแต่อย่างใด แถมในช่วงนาทีสุดท้ายของเกม เขาเองเป็นผู้ทำประตูตีเสมอให้ หงส์แดง ไล่เจ๊า เชลซี ไปแบบหน้าตาเฉย
3. ลิเวอร์พูล 1-0 เชลซี (รายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ปี 2007)
ทั้งคู่ได้มีโอกาสโคจรมาพบกันในรายการถ้วยบิ๊กเอียร์ อย่าง ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนจะต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ
หงส์แดง ลิเวอร์พูล ต้องเปิดรัง แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ เชลซี หลังจากที่ออกไปแพ้ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ มาก่อน 1-0 โดยพวกเขาก็สามารถทำได้สำเร็จในเกม 90 นาที จากการเอาชนะไปได้ 1-0 จากฟรีคิกลูกสูตรที่ เจอร์ราร์ด บรรจงผ่านบอลมาให้ แดเนียล แอ็กเกอร์ ตะบันด้วยซ้ายเข้าไป
ทำให้ต้องเล่นในช่วงต่อเวลาเพิ่มออกไปอีก 30 แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ จึงจำเป็นต้องหาผู้ชนะด้วยการด้วยจุดโทษ โดย เปเป้ เรนา จัดการโชว์ไปสามเซฟ ส่วน หงส์แดง ได้ประตูจาก เซนเดน, อลอนโซ, สตีวีจี และปิดท้ายด้วย เดิร์ท เค้าท์ เขี่ย เชลซี และมุ่งหน้าสู่ เอเธนส์ เพื่อเข้าชิงกับ เอซี มิลาน อีกครั้ง
2. ลิเวอร์พูล 1-0 เชลซี (รายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ปี 2005)
ประตูสุดสำคัญในเกมนี้ ทำให้พวกเขาก้าวสู่การคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่ อิสตันบลู
ทั้งคู่เจอกันในบอลถ้วยบิ๊กเอียร์ ยูซีเแอล รอบรองชนะเลิศโดย ลิเวอร์พูล ได้เปรียบกว่าเล็กน้อยจากการที่บุกไปเสมอที่บ้านของ เชลซี มา 0-0 ดังนั้นนัดนี้จึงหมายหมั้นปั้นมือว่าจะต้องเก็บชัยให้ได้เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
ทั้งสองทีมเตรียมเกมมาเพื่อบุกใส่กันและกันแน่นอนในเกมนี้ แต่แล้วเสียงของเหล่า เดอะ ค็อป ก็ได้เฮขึ้นในนาที 4 ของเกมเพียงเท่านั้น เมื่อ หลุยส์ การ์เซีย พยายามซ้ำลูกที่กระดอนมาเข้าทางให้เข้าประตูไป แต่ วิลเลียม กัลลาส รีบสกัดออกมาอย่างไว ในเวลานั้นไม่มีผู้ตัดสินโกลไลน์ หรือรีเพลย์ภาพ
แต่ทว่าท่านเปาของเกมนี้อย่าง ลูบอส มิเชล ไม่รอช้าเป่าเป็นประตู 1-0 ให้กับเจ้าถิ่นทันทีและสุดท้ายจบลงด้วยสกอร์นี้ทำให้ หงส์แดง เข้าไปชิงกับ เอซี มิลาน ที่ อิสตันบลู และสามารถสร้างนิยายเรื่องใหม่ด้วยการคว้าแชมป์ ยูซีแอล จากการเอาชนะจุดโทษหลังจากเสมอ ปีศาจแดงดำ 3-3 ไปได้
1. ลิเวอร์พูล 0-2 เชลซี (รายการ พรีเมียร์ ลีก ปี 2014)
เชลซี หรือ เจอร์ราร์ด ที่ดับฝัน หงส์แดง ลิเวอร์พูล ?
ลิเวอร์พูล เข้าใกล้กับการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก มาก ๆ โดยในเวลานั้นพวกเขาขึ้นนำเป็นจ่าฝูง และมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ที่ดูเหมือนจะโฟกัสไปที่เกม ยูซีแอล มากกว่าเพราะ มูรินโญ ได้ทำการดร็อปผู้เล่นไว้หลายรายด้วยกัน
แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมก็มาถึง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันและช๊อกเหล่า เดอะ ค็อป ในจังหวะที่ เจอร์ราร์ด สะดุดหกล้มกลายเป็นส้มหล่นใส่เท้า เดมบ้า บา ก่อนที่จะลากเข้าไปยิงเป็นประตูขึ้นนำให้ เชลซี และจบด้วยความปราชัยคา แอนฟิลด์ 2-0 พลาดการได้แชมป์ พรีเมียร์ ลีก ไปอย่างน่าเสียดาย
ที่มา : 90min.com