ข่าวทั่วไป เศรษฐกิจ สังคม
“รสนา” เรียกร้องงาน “กรรมสนองโกง” ส่องสปอตไลต์ 2 ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ
8/09/2559 17:02:32 เปิดอ่าน : 1158



นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ (ภาพจากเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล)

        อดีต ส.ว.กทม.เรียกร้ององค์กรต้านคอร์รัปชัน ใช้การจัดงาน “กรรมสนองโกง” 11 ก.ย.ส่องสปอตไลต์ตรวจสอบ 2 ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช. ชี้เป็นร่างกฎหมายอำพราง เพื่อต่ออายุสัมปทานให้เอกชนในแหล่งบงกช-เอราวัณเท่านั้น
       
       เมื่อเวลา 23.07 น. วันที่ 7 ก.ย. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านพลังงาน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล เรียกร้ององค์กการต่อต้านคอรัปชั่นให้พุ่งความสนใจไปที่การคอร์รัปชันระดับ โครงสร้าง เช่น ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับที่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องในโอกาสที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย (ACT) จะจัดงาน “กรรมสนองโกง” รณรงค์การต่อต้านคอร์รัปชัน ในวันที่ 11 กันยายนนี้
       
       น.ส.รสนาระบุว่า ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ เป็นกฎหมายที่จะนำมาเป็นกฎเกณฑ์บริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีมูลค่า ถึงปีละ 5 แสนล้านบาทของประเทศในระยะยาว และในการแก้ไขครั้งนี้มีเจตนาชัดเจนที่จะเอาร่างแก้ไขดังกล่าวมาใช้ต่ออายุ สัมปทานให้กับแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565, 2566 ซึ่งปิโตรเลียมจาก 2 แปลงนี้มีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี และตาม พ.ร.บปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ห้ามต่ออายุสัมปทานใน 2 แปลงนี้อีก ซึ่งรัฐต้องนำกลับมาบริหารจัดการเอง
       
       ร่างแก้ไข พ.ร.บ ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนอกจากไม่ได้แก้ไขตามผลการศึกษาของ สนช.เองแล้ว ยังเป็นการแก้ไขอย่างไม่ตรงไปตรงมาโดย อำพรางว่าในร่างแก้ไขได้เพิ่มระบบใหม่คือระบบแบ่งปันผลผลิต และจ้างผลิตตามที่ประชาชนเรียกร้องแล้ว แต่การที่ไม่ให้มีการจัดตั้งบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติเพื่อมาเป็นโครงสร้าง และกลไกบริหารปิโตรเลียมที่ได้จากส่วนแบ่งกับเอกชนในระบบแบ่งปันผลผลิต หรือการจ้างผลิต ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานอ้างว่าตั้งไปก็จะซ้ำซ้อนกับกรมเชื้อเพลิง ธรรมชาติ ในความเป็นจริงแล้ว
       
       กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำกิจการค้าขายจึงติดหลัก เกณฑ์ทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถบริหารแบบบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ จึงต้องให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ขายปิโตรเลียมแทน ดังนั้นระบบแบ่งปันผลผลิตที่ไม่มีกลไกรองรับจึงเป็นการเขียนอำพรางไว้ เพื่อไม่ให้ปฏิบัติได้จริง
       
       “ระบบใหม่จึงเป็นเพียงระบบแบ่งปันผลผลิตกำมะลอ หรือสัมปทานจำแลง เพราะร่างกฎหมายปิโตรเลียมที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช.ขณะนี้ ได้ออกแบบให้รัฐที่เป็นเจ้าของปิโตรเลียมจากการแบ่งปันผลผลิต ไม่สามารถบริหารหรือขายปิโตรเลียมได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยบริษัทเอกชนช่วยขายให้ ซึ่งวิธีการแบบนี้ไม่ต่างจากกรณีการขายดินที่มาจากการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ แทนที่รัฐสภาซึ่งเป็นเจ้าของดินจะขายดินให้ธนาคารกรุงไทยที่ต้องการซื้อได้ โดยตรง เพราะเป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน ก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่รัฐสภากลับขายดินให้บริษัทเอกชนในราคาคิวละ 20 กว่าบาท และบริษัทนั้นนำดินไปขายต่อให้ธนาคารกรุงไทยในราคาคิวละ 200 กว่าบาท!!
       
       กรณีการขายดินเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนได้กำไรมหาศาล และรัฐเป็นฝ่ายเสียประโยชน์
       
       ร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมก็เป็นการออกแบบให้รัฐไม่สามารถบริหาร จัดการขายปิโตรเลียมของรัฐได้เอง หากอ้างว่าก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เหตุใดไม่ออกแบบให้มีบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ เป็นผู้รับกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมส่วนแบ่งและขายตรงให้ กฟผ.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% เหตุใดจึงออกแบบให้เอกชนเป็นผู้ขายปิโตรเลียมส่วนแบ่งของรัฐ ซึ่งจะเข้าข่ายการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนได้กำไรจาก
       
       ปิโตรเลียมของรัฐเฉกเช่นเดียวกับกรณีการขายดินของรัฐสภา ใช่หรือไม่?
       
       พฤติการณ์ที่แสดงออกว่าต้องการใช้ระบบสัมปทานในแปลงเอราวัณ และบงกชต่อไป เห็นได้จากการที่นายกฯออกมาให้ข้อมูลว่าถ้าไม่รีบจัดการต่อสัมปทานให้ผู้รับ สัมปทานรายเดิมไฟฟ้าจะดับ ค่าไฟจะแพง เพราะเจ้าของสัมปทานเดิมจะไม่ลงทุนต่อเนื่อง จึงไม่สามารถรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติใน 2 แปลงดังกล่าว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดมีปริมาณถึง 76% ของการผลิตในประเทศ ซึ่งถูกอ้างว่าใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า การยกเรื่องไฟฟ้าจะดับจึงเป็นเพียงข้ออ้างว่าต้องรีบให้สัมปทานรายเดิมต่อไป ใช่หรือไม่?
       
       ในยุคประเทศไทย 4.0 เวลานี้ใครๆ ก็รู้กันทั้งแผ่นดินว่าก๊าซธรรมชาติจาก 2 แหล่งใหญ่ดังกล่าวไม่ใช่เชื้อเพลิงหลักสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ แต่ถูกเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบราคาถูกในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของเอกชน!!?
       
       รัฐมนตรีพลังงานเคยกล่าวตอบคำถามข้าพเจ้าที่ถามว่าเหตุใดก๊าซ LPG ของเราจึงแพงกว่าตลาดโลก ท่านรัฐมนตรีกล่าวว่า “จะไปอ้างว่าก๊าซในอ่าวไทยเป็นของเราได้อย่างไร ก็ให้สัมปทานเขาไปแล้ว เจ้าของสัมปทานจะเอาไปใช้ในปิโตรเคมีก็เป็นเรื่องของเขา เอาเป็นว่าต่อไป ผมจะเปิดเสรีให้นำเข้า LPG ก็แล้วกัน”
       
       การแก้ไขร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับจึงถูกสังคมตั้งคำถามว่ามุ่งหมายเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนมากกว่า ประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่?
       
       อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเคยทำวิจัยเรื่องการบริหารแหล่ง ปิโตรเลียมหลังสิ้นสุดสัมปทานก่อนที่จะได้มาเป็นอธิบดีกรมเชื้อเพลิง ธรรมชาติ ในงานวิจัยนั้นได้ระบุชัดเจนว่าในระบบสัมปทาน ผลผลิตปิโตรเลียมเป็นของผู้รับสัมปทาน แต่ในระบบจ้างผลิต ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ และเสนอว่ารัฐควรมาเป็นผู้ผลิตเองหลังหมดสัญญาสัมปทาน เพราะผลประโยชน์ที่รัฐจะได้จาก 2 ระบบนี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ กล่าวคือต่างกันเป็นระดับหลายแสนล้านบาทถึง 1.5 ล้านล้านบาท
       
       แม้ว่าอธิบดีท่านนั้นในขณะนี้จะออกมาคัดค้านงานวิจัยของตัวเองที่ เพิ่งเสนอมาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วก็ตาม โดยอ้างเป็นงานวิจัยที่ใช้ไม่ได้แล้วเพราะเงื่อนไขราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงจาก 100 เหรียญเหลือ 40 เหรียญ/บาร์เรล แต่อันที่จริงราคาก๊าซธรรมชาติของไทยไม่ได้อิงกับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกแต่ ประการใด และในช่วงที่ท่านอธิบดีทำงานวิจัยเมื่อปี 2554-2555 นั้น ราคาก๊าซ LPG จากอ่าวไทยถูกตรึงราคาไว้ที่ 333 เหรียญ/ตัน แต่ปัจจุบันราคา LPGในประเทศมีราคาสูงกว่า 400เหรียญ/ตันเพราะอ้างว่าต้องปล่อยลอยตัวให้เป็นไปตามราคาตลาดโลก แต่ก็ลอยสูงขึ้นตามช่วงที่ตลาดโลกมีราคาสูงเท่านั้น เพราะปัจจุบันราคาก๊าซLPGตลาดโลกลดต่ำลง แต่LPG จากก๊าซในอ่าวไทยไม่ลดราคาตาม แต่กลับมีราคาสูงกว่า LPGตลาดโลก และยังมีราคาสูงกว่าก๊าซ LNG นำเข้าอีกด้วย
       
       ดังนั้น การดิสเครดิตวิทยานิพนธ์ของตนเอง ด้วยข้ออ้างว่าราคาน้ำมันตลาดโลกต่ำลง จึงฟังไม่ขึ้น
       
       อย่างไรก็ดี ระบบที่รัฐเป็นเจ้าของแหล่งปิโตรเลียมและจ้างเอกชนผลิต ตลอดจนสามารถบริหารและขายปิโตรเลียมได้ด้วยตัวเองนั้น ย่อมสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า และมีความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าการปล่อยการจัดการทั้งหมดอยู่ในมือของ เอกชน เพราะระบบสัมปทานเป็นระบบพึ่งพิงที่ยืมจมูกเอกชนหายใจ และเราจะเจอข้ออ้างเมื่อสัมปทานใกล้หมดอายุว่าหากไม่ต่อสัมปทานให้เจ้าเดิม บริษัทก็จะไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนต่อเนื่อง และอัตราการผลิตจะถูกลดลง ทำให้ต้องต่อสัมปทานให้เจ้าเดิมตลอดไป
       
       การแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดิมอย่างเช่นการไม่แก้ไขจุดอ่อนใน กฎหมายภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ทั้งที่สนช.ศึกษาไว้และเสนอการแก้ไข เช่นไม่ให้นำค่าใช้จ่ายจากแปลงที่ขาดทุนมาหักกับแปลงที่ได้กำไร และเสนอให้บัญญัติคุณสมบัติต้องห้ามของผู้รับสัมปทานว่าต้องไม่มีธุรกรรม อยู่ในบรรดาเกาะฟอกเงิน และไม่ให้นำค่าใช้จ่ายจากดินแดนปลอดภาษีเหล่านั้นมาหักค่าใช้จ่ายก่อนเสีย ภาษีให้รัฐ การไม่บัญญัติข้อเสนอดังกล่าวไว้ในร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ จึงทำให้ภาคประชาชนเกิดคำถามว่า เป็นการออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน ซึ่งจะถือว่าเป็นการประทุษร้ายต่อผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่?
       
       ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน คอร์รัปชัน ดังนั้นการแก้ไขหรือออกกฎหมายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงต้องคำนึงถึงการไม่เปิดโอกาสให้มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์เอกชนมากกว่าผล ประโยชน์ของประเทศ และไม่เอื้อให้เกิดช่องทางในการทุจริตได้
       
       แต่การที่ สนช.ไม่แก้ไขร่างกฎหมายปิโตรเลียมให้เป็นไปตามผลการศึกษาจุดอ่อนใน พ.ร.บ ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ของตนนั้น จะถือได้หรือไม่ว่าเป็น
       
       กระบวนการออกกฎหมายที่ขัดหลักธรรมาภิบาล ขัดหลักความมีเหตุมีผล ขัดหลักนิติธรรมและอาจเป็นการใช้อำนาจออกกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการทุจริตได้ เพราะการออกกฎหมายอาจเป็นกระบวนการคอร์รัปชันเชิงนโยบายในระดับสูงดังที่เคย เกิดขึ้นมาแล้วในรัฐบาลจากการเลือกตั้งในอดีตที่สามารถครอบงำทั้งสภาผู้แทน ราษฎรและวุฒิสภาในการผ่านกฎหมายเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นระหว่างรัฐกับ เอกชนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของผู้นำรัฐบาลในขณะนั้น
       
       ประจักษ์พยานของการทุจริตในระดับสูงมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ดังกรณีที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก เพราะใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้นของบริษัทโทรคมนาคมที่มีอดีตนายก รัฐมนตรีเป็นเจ้าของ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทดังกล่าว หรือกรณีการแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตเพื่อกีดกันการแข่งขัน ของเอกชนรายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขันกับผู้รับสัมปทานเดิมเป็นต้น ซึ่งกรณีหลังจะคล้ายกับการไม่แก้ไขจุดอ่อนในร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีแปลงสัมปทานเดิม เพราะสามารถเอาค่าใช้จ่ายจากแปลงอื่นมาหักกับแปลงที่ได้กำไร จึงได้เปรียบเอกชนรายใหม่ที่ยังไม่มีแปลงสัมปทานที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมา หักได้ จึงเป็นการออกกฎหมายเพื่อเอื้อรายเก่า แต่กีดกันการแข่งขันจากเอกชนรายใหม่
       
       การทุจริตเชิงนโยบายโดยอาศัยการผ่านกฎหมายจากสภามีให้เห็นตัวอย่าง อยู่แล้ว ดังกรณีการผ่าน พ.ร.บ นิรโทษกรรมสุดซอยในยามวิกาลของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเมื่อไม่นานมานี้ การผ่าน พ.ร.บ เงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่บัญญัติว่าเงินกู้ไม่ใช่เงินแผ่นดิน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นในกลไกโครงสร้างอำนาจระดับสูง
       
       การยืนหยัดว่าต้องผ่านกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับให้ได้โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าวจากประชาชนทั้งประเทศที่ ได้เข้าชื่อมากกว่า 2 หมื่นรายชื่อจาก 77จังหวัดนั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศปราบโกงหรือไม่?
       
       จึงอยากจะเชิญชวนให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันทั้งหลายมาช่วยกันส่องไฟ สปอตไลต์ในเรื่องใหญ่ๆ ของ สนช.ก่อนที่ สนช.จะผ่านกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนี้
       
       เพราะการทุจริตคอร์รัปชันที่สำคัญในระดับโครงสร้างทางกฎหมายและใน ระดับนโยบายมักเกิดจากอำนาจส่วนบนคือในสภา หรือในทำเนียบหรือในห้องผู้บริหารระดับสูงโดยไม่เลือกว่าคนที่อยู่ในสถานที่ ดังกล่าวต้องเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม? ดังสัจพจน์ของลอร์ดแอกตันที่ต้องย้ำเตือนกันบ่อยๆ ว่า
       
       อำนาจก่อให้เกิดการคอร์รัปชัน และอำนาจเบ็ดเสร็จย่อมก่อให้เกิดการคอร์รัปชันที่เบ็ดเสร็จ”



ที่มา : manager.co.th

 
 
ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ : “รสนา” เรียกร้องงาน “กรรมสนองโกง” ส่องสปอตไลต์ 2 ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ
กรุณาใช้คำสุภาพ ไม่หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และไม่หมิ่นประมาท หรือกล่าวร้ายผู้อื่น
 

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ  
:::ข่าวยอดนิยม :::