ข่าวทั่วไป เศรษฐกิจ สังคม
เมื่อ “ไอ้กัน-อียู” ปีศาจประชาธิปไตยทนไม่ได้กับ “ประชามติ” แห่งสยาม
13/08/2559 12:52:18 เปิดอ่าน : 1108



อลิซาเบธ ทรูโด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา

        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -คงจะ “ช็อก” ความรู้สึกไม่น้อยสำหรับประเทศปีศาจทุนนิยมและเจ้าลัทธิประชาธิปไตยอย่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “สหภาพยุโรป” หรือ “ไอ้กันกับอียู” ต่อผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยถึง 61% และรับคำถามพวง 58% เพราะหมายมั่นปั้นมือว่า ผลที่ออกมาจะสามารถดิสเครดิตรัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อย่างอยู่หมัด
       
       ยิ่งเมื่อรับฟังแต่ “ชุดความคิด” ที่กรอกหูอยู่ทุกวันจากผู้คนของ “ระบอบทักษิณ” ผสมกับการยึดมั่นถือมั่นระบอบประชาธิปไตยแบบไม่ลืมหูลืมตาจนไม่สนใจผลลัพธ์ ที่เกิดเกิดขึ้น พวกเขาก็ยิ่งรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ได้
       
       เฉกเช่นเดียวกับระบอบทักษิณที่พยายามหาข้อแก้ตัวสารพัดสารพันเพื่อ หล่อเลี้ยงมวลชนของตนเอง เช่น อ้างว่าเป็นเพราะไม่ได้มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี เป็นต้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ผลการลงคะแนนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมาเป็นไปตาม “ทฤษฎีเสียงข้างมาก” ที่ตนเองได้บัญญัติขึ้นมาและพยายามล้างสมองให้ทุกประเทศในโลกนี้ดำเนินไปตาม เส้นที่ขีดเอาไว้
       
       หลังผลการลงคะแนนอย่างไม่เป็นทางการออกมา อลิซาเบธ ทรูโด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลหลังทราบผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของไทย โดย ระบุว่า สหรัฐฯยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของไทยที่ไม่เปิดให้ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม รวมถึงไม่เปิดให้มีการถกเถียงกันอย่างเสรีก่อนที่จะมีการลงประชามติรับร่าง รัฐธรรมนูญดังกล่าว
       
       ทั้งนี้ ทรูโดเรียกร้องให้ทางการไทยเดินหน้าตามขั้นตอน อื่นๆ ต่อไปเพื่อนำประเทศไทยกลับสู่การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมกับขอร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชน ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติ เพื่อให้คนไทยสามารถมีส่วนร่วมกับการพูดคุยเจรจาเกี่ยวกับอนาคตทางการเมือง ของประเทศไทย
       
       สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่าท่าทีดังกล่าวของสหรัฐเป็นท่าที เดิมๆ ที่มีการเรียกร้องมาแล้วหลายครั้งให้ไทยเร่งกลับสู่การเลือกตั้งเพื่อให้ กลับมามีสถาบันต่างๆ ภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยอีกครั้ง ทั้งนี้การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นับเป็นการทดสอบความเห็นของประชาชนครั้งแรกหลังการยึดอำนาจการบริหารราชการ แผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เมื่อปี 2557
       
       ขณะที่ “นายกลิน เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ มีความเห็นว่า “สหรัฐอเมริกาในฐานะมิตรประเทศและพันธมิตรอันยาวนานของไทย ขอให้รัฐบาลกลับคืนสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งใน ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และหนทางหนึ่งในการกลับคืนสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือก ตั้ง โดยขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้รัฐบาลยกเลิกการจำกัดเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งรวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ เราเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผลเดิมเสมอมาคือ ในฐานะมิตรประเทศและพันธมิตรของไทย และสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ไทยเข้มแข็งขึ้น และคือหนทางเดียวที่ไทยจะเข้มแข็งได้ในที่สุด ก็ต่อเมื่อชาวไทยทุกภาคส่วนได้ร่วมพูดคุยอย่างเปิดกว้างถึงอนาคตของพวกเขา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า นี่เป็นหนทางที่มีประสิทธิผลที่สุดในการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืน สำหรับประเทศไทย ซึ่งเราชาวอเมริกันมีความห่วงใยอย่างยิ่ง อยากให้ชาวไทยเป็นหนึ่งเดียวกันและก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเข้มแข็ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไม จึงเรียกร้องให้รัฐบาลอนุญาตให้มีเสรีภาพดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งกลับคืนสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบ ประชาธิปไตยโดยเร็ว”
       
       เป็นอย่างไรกันบ้างกับท่าทีของพันธมิตรอันยาวนานอย่างสหรัฐฯ ที่ยังตอกย้ำอยู่กับเรื่องเดิมๆ คือ ต้องการรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยที่ ไม่ได้สนใจว่ารัฐบาลพลเรือนที่มาจากเลือกตั้งนั้นจะมีพฤติกรรมเยี่ยงไร และไม่ได้เคารพเสียงของประชาชนชาวไทยที่ประกาศเจตจำนงในครั้งนี้
       
       ที่น่าขันก็คือ “มารยาทอันไร้กาละเทศะ” ของสหรัฐอเมริกาต่อการเมืองในประเทศไทยช่างเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเจ้า ลัทธิประชาธิปไตยจ้าได้กระทำกับประเทศอื่นๆ จนน่าแปลกใจว่า แท้ที่จริงแล้ว การที่สหรัฐฯ ถวิลหาประชาธิปไตยนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียวใช่หรือไม่ เพราะปรากฏหลักฐานหลายครั้งว่า เจ้าลัทธิประชาธิปไตยอย่างสหรัฐฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารในหลายประเทศ
       
       กรณีที่ชัดเจนที่สุดก็คือ “ตุรกี” ซึ่งสหรัฐฯ ได้หนุนให้ นายเฟตตูเลาะห์ กูเลน ผู้นำทางศาสนาชาวตุรกีที่อาศัยอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลของ ประธานาธิบดีเรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน และทางการตุรกีก็ได้ออกหมายจับนายกูเลน พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ส่งตัวนายกูเลนเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมายังตุรกี

เมื่อ “ไอ้กัน-อียู” ปีศาจประชาธิปไตยทนไม่ได้กับ “ประชามติ” แห่งสยาม

นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูต เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

        หากยังจำกันได้ ก่อนหน้าที่จะมีการลงประชามติ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาก็ได้แสดงมารยาททางการทูตที่ต่ำเตี้ยเรี่ย ดิน เมื่อออกประกาศเตือนพลเมืองของตนเองที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยให้หลีกเลี่ยง การเข้าพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองที่มีคนอยู่จำนวนมาก การเข้าใกล้คูหาลงประชามติมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ชัดเจนแล้วว่า คงจะรับฟังข้อมูลจาก “ระบอบทักษิณ” มากจนหลงลืมที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง โดยในช่วงก่อนการลงประชามติมีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่สถาน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่เดินทางไปพบกับผู้คนของระบอบ ทักษิณหลายต่อหลายคนเพราะนอกจากการลงประชามติจะไม่เกิดเรื่องวุ่นๆ แล้ว คะแนนที่ออกมายังตบหน้าประเทศตะวันตกจนหน้าแหกชนิดหมอไม่รับเย็บมาแล้ว
       
       ไม่ใช่เฉพาะหัวหน้าลัทธิทุนนิยมอย่างสหรัฐอเมริกาเท่านั้น หากแต่สหภาพยุโรปหรืออียูก็ประกาศท่าทีไปในทำนองเดียวกัน โดยโฆษกของนางเฟเดริกา โมเกรินี ผู้แทนระดับสูงและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แถลงว่า จากการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยเป็นส่วนใหญ่ได้ออกเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในช่วงระยะเวลาของการรณรงค์ได้มีข้อจำกัดที่เข้มงวดเป็นอย่างมากต่อ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งรวมไปถึงการห้ามจัดการอภิปรายและจัดการรณรงค์ การมีกระบวนการทางการเมืองที่เปิดเผย มีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบ
       
       ทั้งนี้ สหภาพยุโรปยังคงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลไทยสร้างสภาวะที่ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เพื่อที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปอย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลักทุกส่วนในประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมการ อภิปรายอย่างมีส่วนร่วมและทำงานร่วมกันอย่างสันติเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมาย นี้
       
       แหม...ช่างมิได้ทำความเข้าใจกับผลการออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญและคำ ถามพ่วงในประเทศไทยเลยว่า คนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศต้องการอะไร
       
       แต่ที่เด็ดก็คือ คำให้สัมภาษณ์ของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ ตอกหน้าเจ้าลัทธิประชาธิปไตยเหล่านั้นได้อย่างเจ็บแสบว่า การทำประชามติของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีประชาชนออกมาใช้สิทธิกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีอะไรสร้างความลำบากใจให้ประชาชนในวันลง ประชามติ เรื่องเหล่านี้นานาชาติไม่ค่อยคิดถึงเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่าน มา จึงอยากขอให้นานาประเทศเคารพเสียงของคนไทย เหมือนที่เขาเคารพเสียงประชาชนในประเทศต่างๆ ที่มีการทำประชามติ เพราะเสียงของคนไทยก็ไม่แตกต่างกับมาตรฐานของประเทศอื่น
       
       “อยากให้สื่อมวลชนถามกลับไปยังประเทศที่ยังไม่เข้าใจเราว่าเป็นเพราะ อะไรถึง ไม่เข้าใจไทย เนื่องจากการทำประชามติครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ทำไมจึงเลือกปฏิบัติไปเข้าใจแต่เสียงของประเทศอื่น”
       
       แต่ถ้าจะให้สะใจก็ต้องจัดแบบ ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต แห่ง ฟิลิปปินส์สักดอก เมื่อเขาปฏิเสธที่จะ “ขออภัย” กรณีพูดดูหมิ่นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ฟิลิป โกลด์เบิร์ก เป็น “เกย์-ลูกกะหรี่” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยยืนยันว่าทูตอเมริกันผู้นี้ทำตัวไม่เหมาะสมที่ก้าวก่ายการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีในฟิลิปปินส์ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
       
       “พวกคุณก็รู้ๆ กันอยู่ ผมกำลังสู้กับทูต (ของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จอห์น เคร์รี) ทูตเกย์ของเขา... ไอ้ลูกกะหรี่คนนั้น มันทำให้ผมรำคาญมาก” ดูเตอร์เตกล่าว
       
       มันช่างเด็ดดวงจริงๆ พระเดชพระคุณพ่อแม่พี่น้องเอ๊ย....เพราะโดยแท้ที่จริงแล้ว ก็ต้องบอกว่า สถานการณ์ภายในของทั้งสหรัฐฯ ทั้งอียูก็ยังอยู่ในขั้น “สุ่มเสี่ยง” และเกิดปัญหาสารพัดสารพันจนไม่รู้ว่า จะเอาตัวรอดให้พ้นไปจากความวุ่นวายที่เผชิญอยู่อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์การก่อการร้าย วิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาสังคมที่นับวันจะฟอนเฟะและปรากฏต่อสายตาชาวโลกให้หนักขึ้น
       
       หรือเป็นเพราะติดเงื่อนไขไม่สามารถทำการค้ากับประเทศรัฐประหารอย่างไทยได้ ทำให้ต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปเป็นจำนวนมหาศาล
       
       และถ้าจะว่าไปแล้ว ความเห็นของสหรัฐฯ ของอียูก็ไม่ต่างอะไรจากการคร่ำครวญของ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่บอกว่า “ยอมรับผลประชามติ แต่เสียดายที่ทำให้ประเทศเดินถอยหลัง” ซึ่งถือเป็น “การดูถูก” ประชาชนไทยไม่ต่างอะไรกับฝรั่งตาน้ำข้าวข้างต้นเลยแม้แต่น้อย

 

 

ที่มา : manager.co.th

 
 
ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ : เมื่อ “ไอ้กัน-อียู” ปีศาจประชาธิปไตยทนไม่ได้กับ “ประชามติ” แห่งสยาม
กรุณาใช้คำสุภาพ ไม่หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และไม่หมิ่นประมาท หรือกล่าวร้ายผู้อื่น
 

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ  
:::ข่าวยอดนิยม :::