ผู้ชายไทยทั้งประเทศบ่นเสียดาย เมื่อเซ็กซี่สตาร์ โบวี่-อัฐมา ชีวนิชพันธ์ ประกาศแขวนเต้าหลังขึ้นปกนิตยสารผู้ชาย ซึ่งเพิ่งวางแผงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมาเป็นเล่มสุดท้าย
“เล่มนี้เป็นการถ่ายแฟชั่นเซ็กซี่ให้นิตยสารหัวหนังสือผู้ชายเล่มสุดท้ายของโบวี่ค่ะ”
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังพูดอีกว่าบัดนี้จุดมุ่งหมายของชีวิตเปลี่ยนไป
“ผู้หญิงบางคนอาจจะมองเรื่อง งานหรือเรื่องการมีครอบครัว แต่สำหรับโบเปลี่ยนไป เราหันมายึดหลักคำสอนของพุทธศาสนาเพื่อหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด”
อะไรเกิดขึ้นกับดาราสาวสุดเซ็กซี่แซ่บลืม-โบวี่คนนี้?!?
*****
ปีชงผลักดันปฏิบัติธรรม ฟินจัดเจอสายถูกจริต
โบวี่เล่าให้ผู้จัดการ Lite ฟังว่า คนรอบข้างใกล้ตัวเป็นนักปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว
“เพื่อนรุ่นพี่ชวนโบไปปฏิบัติธรรม แต่โบไม่คิดว่าจะทำได้ เพราะโบเคยฝึกนั่งสมาธิ 5 นาทีก็หายใจไม่ออก อึดอัดไปหมด เป็นเรื่องที่ยากเกินไป เราทำไมได้แน่นอน ก็เลิกทำ”
เมื่อก่อนเธอเข้าวัดทำบุญทำทาน สร้างโบสถ์สร้างวัดปล่อยนกปล่อยปลาไถ่ชีวิตโคกระบือ
“จนมาเจอปีชงเมื่อสองปีที่แล้ว โบเกิดปีฉลูชง 80-100% สองปีติดกันเลย เพื่อนรุ่นพี่แนะนำให้ปฏิบัติธรรม เวลาเจออุบัติเหตุ จะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบา โบก็เออ..ไปก็ได้ ชีวิตจะได้ดีขึ้น ถ้ามีอะไรหนักจะได้กลายเป็นเบา อาชีพการงานรุ่งเรือง ตอนนั้นหวังผลทางโลกล้วนๆ”
ตอนแรกเธอใช้วิธีเปิดซีดีธรรมะฟังประจำในรถ
“เวลาขึ้นรถ โบเปิดซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ฟังตลอด มีสิติรู้กายรู้จิตในชีวิตประจำวัน เราฟังซีดีท่าน เราพยายามทำตามที่หลวงพ่อสอน แต่ไม่เห็นผล เราเห็นความโกรธแล้ว ความโกรธไม่เห็นดับเลย

ต่อมาไปปฏิบัติที่วัดอัมพวัน ได้เดินจงกรมนั่งสมาธิจนจิตเกิดกำลัง ก็เลยเข้าใจคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ว่าที่ผ่านมาไม่ได้ผล เพราะจิตไม่มีกำลัง การเดินจงกรมนั่งสมาธิทำให้จิตมีโฟกัสรวม
แต่โบปฏิบัติในรูปแบบของวัดอัมพวันได้ประมาณหนึ่ง ยังรู้สึกอึดอัดอยู่ดี จนสุดท้ายมาเจอสายเตโชวิปัสสนากรรมฐาน สระบุรี อันนี้ถูกจริตเลย”
เธอเล่าต่อด้วยดวงตาเป็นประกาย กระตือรือร้นมาก
“ไม่ต้องบริกรรม พอไม่มีคำกำหนด จิตก็ไม่อึดอัด มันถูกจริตค่ะ ร่างกายคนประกอบด้วยธาตุดินน้ำลมไฟ ร่างกายเรามีธาตุไฟอยู่ มันมีวิธีการเหมือนให้กำหนดจิตเพื่อที่จะจุดธาตุไฟขึ้นมาเพื่อเผากิเลส ตอนภาวนาจะร้อนเป็นเปลวไฟเลย รู้สึกเป็นควันไฟเลยนะ โดยที่เราไม่ได้จินตนาการ ซึ่งเป็นหลักวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานสี่ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น มีความคิดใดผุดขึ้นมา มีความรู้สึกใดเจ็บปวดเกิดขึ้นมา เราจะวาง ไม่ตามมัน แล้วกลับมาจุดที่เราโฟกัส เราต้องรู้เท่าทันปัจจุบันค่ะ”
ครั้งแรกเข้มข้น 7 วันรวด ทรมานสุดขีด
ปกติโบวี่ค่อนข้างเป็นคุณหนู ไปไหนมาไหนมีคนขับรถให้ มีคนถือกระเป๋าให้
“ใช่ค่ะ โบเป็นคนรักสบายแล้วต้องไปอยู่ลำบาก ต้องอดทนก่อน พออยู่ได้สักพัก ก็ได้เห็นว่าชีวิตเราจริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการอะไรเยอะแยะเลย รู้สึกพะรุงพะรังด้วยซ้ำ
ชีวิตจริงๆ นอนฟูกเตี้ยก็ได้ ที่นี่นอนไม่มีพัดลมด้วยนะ กินเป็นมังสวิรัติก็ได้ และต้องช่วยเช็ดถูพื้น ซึ่งการทำงานบ้านเป็นอะไรที่มีเสน่ห์มาก เราอยู่ที่เตโชฯ เรานั่งภาวนา ในช่วงพักได้เปลี่ยนอิริยาบถมาทำงานบ้าน กลายเป็นว่าการทำงานบ้านเป็นช่วงผ่อนคลายมาก”

เธอประทับใจการดำเนินชีวิตขณะปฏิบัติธรรม
“โคตรเบสิค ชอบมาที่ไม่ต้องห่วงสวย ที่นั่นเค้าให้ปิดวาจา ไม่ให้สบตากันด้วย เพราะการสบตาคือการสื่อสาร ทุกคนจะมองต่ำ เหมือนอยู่คนเดียว ซึ่งดีมาก ชิวๆ สบายๆ ไม่ต้องห่วงอะไรเลย
โบชวนคนไป เค้าบอกโห 7 วันอยู่ไม่ได้หรอก ขอบอก ถ้าคนอย่างโบอยู่ได้ ไม่มีใครในโลกนี้อยู่ไม่ได้ คนอย่างโบยังอยู่ได้เลย ทุกคนต้องอยู่ได้สิ”
ทว่าเธอยอมรับ 7 วันแรกนั้นช่างทรมานเหลือเกิน
“เค้าบังคับว่าครั้งแรกต้อง 7 วัน ทรมานมากเลย แต่พอไปแล้วรู้เลยว่าทำไมต้อง 7 วัน โบทรมานทั้ง 7 วัน แต่พอผ่านตรงนั้นไป เรารู้สึกเลยว่าความหนาของกิเลสเบาบางไป มัน amazing มากเลย ตอนโบไปโบยังคิดเลยว่า ‘มันจะจุดได้จริงเหรอวะ คนที่ไปปฏิบัติทุกคนจะจุดได้เลยเหรอ แล้วเราจะจุดได้เหรอ มันจะเผากิเลสได้เหรอ’”
เธอไม่ได้จุดไฟติดเผาผลาญกิเลสตัวเองได้หมดในครั้งแรกหรอก
“7 วันแรกยังเห็นไม่ชัดหรอกและพอออกมาจากธรรมสถานได้ 2 วัน โบยังไปไวน์บริดจ์ (Wine Bridge Pub) เลย (หัวเราะ) แต่เห็นจางๆ ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นทำให้โบกลับมาเพียรภาวนาต่อ”
เธอภาวนาเองที่บ้านทุกวันๆ ละ 1 ชั่วโมง บางวันยาวไปถึง 2 ชั่วโมง และขับรถไปเข้าคอร์สที่เตโชวิปัสสนากรรมฐานเองคนเดียว
“พอเป็นศิษย์เก่า เราสามารถไปคอร์สสั้น 3 วันได้ โบก็ไป สองเดือนไปที ไปฝึก 3-4 วัน มาเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดๆ เดือนที่ 4”

ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลง
“โบรู้สึกเลยว่าจิตโบเริ่ม คลายจากความยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ทั้งชื่อเสียงเงินทอง อาชีพการงาน คนรัก และทุกอย่างเลย จิตมันคลายออก amazing มากค่ะ”
เธอพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ
“มันร้อน เหมือนกำลังสู้รบกับกิเลสมากกว่า ในการภาวนามีกิเลสผุด เราต้องไปเผากิเลสออกใช่มั้ยคะ สมมติเราไปเผาโดนโทสะ พวกความโกรธเกลียดอาฆาตแค้นที่เราเคยมีกับใคร มันจะมีโทสะนั้นผุดขึ้นมา เรื่องเก่าๆ คนที่เราเกลียดโกรธจะผุดขึ้นมา แต่ว่าเรามีหน้าที่ต้องวางอุเบกขา ต้องไม่ตามเรื่องราวที่ผุดขึ้นมา และกลับมาจุดโฟกัสเพื่อที่จะตรึงให้ไฟยังติดอยู่
สมมติเผาไปเจอโมหะความลุ่มหลง อย่างตัวโบเอง แรกๆ จำได้ว่าเผาไปเห็นภาพเมืองนอก ยุโรปที่ชอบ ตอนแรกจิตไม่ทัน มันผุดขึ้นมาอยากไปจัง นี่กิเลสใช่มั้ย นั่นแหล่ะเราไปเผาโดนโมหะความลุ่มหลง ทีนี้เราต้องมีหน้าที่วาง ไม่ตาม แล้วกลับมาตรึงเพื่อให้ไฟยังติดอยู่ พอเผาผ่านไปแล้วจบ มันก็จะเปลี่ยนเรื่อง คล้ายๆ เราไปออกรบกับกิเลส ท่านอาจารย์บอกเหมือนเรามาทำสงครามกับกิเลส”
ที่สำคัญ โบวีเห็นตัวเองเปลี่ยนแปลง
“ผลที่ได้ไม่ใช่ความสุขสงบ แต่เป็นผลในการใช้ชีวิตจริง อะไรที่เคยยึดมั่นถือมั่น เปลี่ยนไปหมดเลย เอาง่ายๆ คนที่เรามีจิตอาฆาตแค้น พอเจอกันไม่รู้สึกอะไรแล้ว มันหายไป มันแปลกมากเลย ‘ทำไมไม่รู้สึกอะไรเลยวะ’ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ จะโกรธมาก โทสะจะขึ้นเลย พื้นฐานโบเป็นคนขี้โมโหอยู่แล้ว ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้จะโมโหโกรธมาก แต่ปรากฏว่าพอเจอเหตุการณ์เดียวกัน ‘ไม่โกรธว่ะ’ ‘ทำไมไม่โกรธวะ’ amazing มาเลยอ่ะ
พอเห็นการเปลี่ยนแปลง เรายิ่งมีใจ ยิ่งเพียรเลย”

 |
หลังจาก 4 เดือนจนบัดนี้ 8 เดือนแล้ว โบวี่ยังหมั่นพาตัวเองไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมทุกครั้งที่มีโอกาส
“โบไปบ่อยมาก ประมาณสองเดือนครั้ง
หลายครั้งจองคอร์สไว้แล้ว จองคิวกับผู้จัดการ พอถึงใกล้ๆ ผู้จัดการบอกมีงานนี้ติดต่อมานะสองแสน โบบอกไม่เอา เพราะจองคอร์สไว้แล้ว ผู้จัดการถามแน่ใจเหรอ เธอคิดอีกทีมั้ย โบบอกแน่ใจ เพราะไม่ยึดแล้ว เรื่องเงินกับงานไม่สำคัญเท่ากับการบรรลุธรรมแล้ว”
เปลี่ยนเป้าหมาย จากงานเงินชีวิตคู่ มุ่งสู่หลุดพ้น
ผู้จัดการ Lite ถามในเมื่อฝึกภาวนาเองที่บ้านได้ ทำไมต้องเดินทางไปเข้าคอร์สถึงสระบุรีด้วย
“เพราะปรารถนานิพพาน มันเผากิเลสได้เยอะมาก”
เธอถีงกับประกาศในอินสตราแกรม นอกจากเลิกถ่ายเซ็กซี่แล้ว จะปฏิบัติไปจนถึงนิพพาน ถ้าไปไม่ถึงจริงๆ ขอให้บรรลุธรรมชั้นต้นเป็นพระโสดาบันก็ยังดี
“มันพีคแล้ว มันไม่ยึดกับเงิน ไม่ยึดกับอาชีพแล้ว
คือเรายังทำงานอยู่นะ เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตัวเองไม่ให้เป็นภาระใคร เป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลพ่อแม่ เป็นหน้าที่ที่มีภาระต้องผ่อนบ้าน อะไรที่คั่งค้างอยู่ ทุกวันนี้ทำงานหาเงินเป็นหน้าที่ แต่ว่ามันจะไม่เกิดความโลภแบบไม่สิ้นสุดแล้วว่าได้นี่เสร็จ ต้องไปซื้อโน่น ต้องซื้อรถยี่ห้อนี้ กิเลสพวกนี้คลายลงมากๆ จนไม่ยึด กล้าที่ประกาศเลิกเซ็กซี่ กล้าพูดเลยว่าใครมาจ้าง 10 ล้านก็ไม่ถ่ายอีกแล้ว เพราะโบไม่ยึดตัวเงินแล้ว เงินไม่ได้มีค่าอะไรกับโบแล้ว

‘โสดาบัน’โพสต์แบบเกรงใจ จริงๆ ตั้งจิตนิพพาน ทำได้นะจริงๆ ถ้าตั้งใจจริงๆ ไม่ยากเกินไปหรอกค่ะ เพราะพิสูจน์จนเห็นทางแล้ว ขนาดทำภาวนามาแค่ 8 เดือน
8 เดือนก็ต่างจากตอน 4 เดือนมาก
4 เดือนตอนนั้นกับตอนนี้ จิตก็คลายลงไปมาก
ปกติโบไม่บ้าแบรนด์เนมอยู่แล้ว จริตโบไม่ลุ่มหลงกับแบรนด์เนม แต่จริตโบไปลุ่มหลงกับการท่องเที่ยว ค่อยๆ คลายออก ยังไม่หมด โบเพิ่งภาวนามา 8 เดือน โบยังไม่บรรลุธรรมใดๆ ยังมีกิเลสอยู่ แต่โบเห็นว่าเจือจางลง หรืออย่างมีเรื่องอะไรเข้ามาทำให้ไม่สบายใจ กระทบนิดนึง ตั้งสติได้ วางลง ไม่มีสภาวะกลุ้มใจคิดหมกมุ่นนอนไม่หลับแล้ว”
แล้วเรื่องชีวิตคู่ล่ะ
“เปลี่ยนเป้าหมายค่ะ ถ้าเป้าหมายชีวิตคนทั่วไป อายุเท่านี้ควรแต่งงานควรมีลูก อายุเท่านั้นต้องรวยประมาณนั้นมีบ้านประมาณโน้น ไลฟ์สไตล์ต้องแบบนี้ มีสามีมีลูก เป็นเป้าหมายโดยปกติในทางโลก
แต่พอโบมาเจอแบบนี้แล้ว เป้าหมายทางโลกไม่สำคัญแล้ว
โบมีเป้าหมายทางธรรม อยากบรรลุธรรม ปรารถนานิพพาน ถึงไม่นิพพานในชาตินี้ไม่เป็นไร ตั้งความปรารถนาไว้ก่อน อย่างน้อยต้องวางเป้าให้สูงก่อน ถ้าเราไปไม่ถึง เรายังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ดี เพราะเราตั้งเป้าไว้สูงสุด
เพราะฉะนั้นพอเราเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตเป็นการหลุดพ้นบรรลุ มรรคผลนิพพาน ไลฟ์สไตล์โบก็ต้องเปลี่ยน ก็คือ ศีลห้า เลิกดื่มเหล้ามาตั้งแต่ต้นปีแล้วค่ะ ต้องถือศีลห้าอย่างเคร่งครัด และต้องแบ่งเวลาในการภาวนาทุกวันๆ ละไม่ต่ำกว่า 1 ชม. แต่บางทีด้วยเรื่องงานมันยากมาก เลิกงานก็สี่ทุ่ม กลับบ้านอาบน้ำ ตอนเช้านัดกอง 7 โมงเช้า ก็อาจหยวนๆ บ้าง แต่พยายามแบ่งเวลาให้ได้ ต้องมีวินัยมากๆ และต้องแบ่งเวลาไปเข้าคอร์ส”

 |
วางแผนออกจากวงการ ทำงานพอเลี้ยงชีพ อุทิศตนช่วยงานศาสนา
เธอแอบบอกกับผู้จัดการ lite ว่ามีแผนออกจากวงการบันเทิงด้วย
“โบมีภาระมีหนี้สินที่ต้องผ่อนบ้าน โบคิดว่าโบจะต้องทำงานเท่าไร เพื่อให้ปีหนึ่งมีรายได้เท่าไรเพื่อปิดจ๊อบหนี้สิน ปิดจ๊อบหนี้ได้เมื่อไรปุ๊บ โบคิดว่าโบจะเปลี่ยนอาชีพ ไม่ทำงานในวงการบันเทิงแล้ว โบก็จะไปทำอะไรอย่างอื่นเล็กๆ น้อยๆ ให้แค่พออยู่ได้ อย่างตอนนี้ก็มีกิจการเล็กๆ น้อยๆ ก็คงทำกิจการของตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ไป คือ ไม่ถึงกับว่าเฮ้ยต้องร่ำรวย แค่ให้ทำพอเลี้ยงชีพในแต่ละเดือนได้ ดูแลพ่อแม่ได้
จะได้มีเวลามาภาวนา และช่วยเหลือองค์กรเผยแผ่ธรรม”
โบวี่มักโพสต์รูปกิจกรรมขององค์กรโนอิ้งบุดดา (Knowing Buddha เพื่อการปกปพระพุทธศาสนา) และเข้าร่วมรณรงค์หยุดยั้งการใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องประดับบ้าน พิมพ์เป็นลายข้าวของเครื่องใช้
“ใช่ค่ะ มันบาปนะ โบตั้งใจว่าถ้าโบมีเวลา โบไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิง โบก็จะมีเวลามากขึ้น โบก็จะไปช่วยเหลือองค์กรโนอิ้ง บุดดา”
และเมื่อมีโอกาส เธอก็จะเดินทางไปยังสถานที่ที่เคยมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก เพื่อไปนั่งภาวนาแบ่งบุญ

 |
“เดือนที่แล้วไปโปแลนด์กับแก๊งเพื่อนที่เป็นนักภาวนา ไปภาวนาให้กับดวงวิญญาณที่ค่ายกักกัน คือ ที่โบไปปฏิบัติเค้ามี mission อยู่เรื่อยๆ ในไทยก็มี อย่างไปที่ช่องเขาขาด ไปประเทศที่ไม่ค่อยป๊อบปูล่า อย่าง ลิทัวเนีย เค้ามีที่ให้เราไปภาวนาที่ค่ายเลย ต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อน
โบไม่ได้ไปหมดหรอก เคยไปร่วมบางที่ ได้ประสบการณ์สัมผัสสภาวะบางอย่าง ในการภาวนาเราจะมีสติจดจ่อ จิตเป็นกลาง แต่จู่ๆ เหมือนมีก้อนความโศกเศร้าขึ้นมาในจิต แต่เราพยายามไม่สนใจ ตามหลักการภาวนาต้องโฟกัสที่จุดของเรา ก้อนก็ยังอยู่ แล้วน้ำตาก็ไหลๆ เราต้องมีสติรู้ อีกจิตหนึ่งเหมือนเห็นตัวเองนั่งแล้วน้ำตาไหล
โบเข้าใจว่าโบอาจไปเกี่ยวเอาความรู้สึกของดวงวิญญาณเข้ามา เวลาภาวนา จิตจะละเอียดน่ะค่ะ ก็เป็นไปได้ไปเกี่ยวเอาความรู้สึกนั้นมา และไม่ได้ร้องครั้งเดียว เราไปภาวนาหลายจุด เป็นอย่างนี้มาประมาณ 2 ครั้ง”
เห็นได้ว่า โบวีเธอไม่ได้ปฏิบัติเล่นๆ เลย หากเอาจริงเอาจังกับการฝีกจิตวิปัสสนากรรมฐาน รวมทั้งเรื่องคู่ครองด้วย
ถ้าไม่เจอคู่บุญ อยู่คนเดียวดีกว่า
“โบมองว่าจิตก็คือดวงเดียว เกิดก็ดวงเดียว ตายก็ดวงเดียว ไงเราก็ตายอยู่แล้ว การไปผูกจิตกับใคร มันก็ทุกข์ คือการยึดติด ถามว่าปล่อยวางถึงขนาดไม่มีคู่เลยได้มั้ย โบคิดว่าปฏิบัติต่อไปอีกสักพัก น่ามีแนวโน้ม แต่ถ้าจะมีคู่จริงๆ ต้องเป็นคู่บุญ
ในแก๊งเตโชวิปัสสนามีหลายคู่ที่เป็นสามีภรรยาแล้วมาปฏิบัติ ด้วยกัน มีปรารถนาโสดาบันเหมือนกันบรรลุธรรมเหมือนกัน มีความจริงจังในการปฏิบัติ มีเยอะนะตั้งแต่อายุ 20 กว่า 30 กว่า มีทุกรุ่น เหมือนเป็นคู่บุญที่ถูกกำหนดมาแล้ว
ดังนั้นเรื่องคู่สำหรับโบ ต้องเป็นคู่แนวนี้แล้วล่ะ ถ้าไม่ใช่ โบว่าโบอยู่คนเดียวดีกว่า”

 |
ชายหนุ่มทั้งประเทศคงหายคลางแคลงใจประเด็นนี้แล้ว แต่ถึงกระนั้น โบวี่ฝากถึงท่านผู้อ่านผู้สนใจธรรมะแต่ยังไม่เริ่มสักทีว่า
“ความกระจ่างแจ้งโดยจิตกับการเข้าใจธรรมทางความคิดไม่เหมือน กันเลยค่ะ อย่างตอนอ่านหนังสือธรรมะ เหมือนจะเข้าใจ แต่พออ่านเลิกอ่านปุ๊บไปเจอเรื่องคนเจอเรื่องเดิมๆ ก็โกรธเหมือนเดิม ไม่มีสติเหมือนเดิม จิตไม่มีกำลังไง เหมือนหัวสมองเข้าใจ แต่จิตไม่ได้เข้าใจเหมือนหัวสมองหรอก
แต่พอปฏิบัติและฝึกจิต พอจิตกระจ่างแจ้งในธรรม เห็นความจริงแล้ว ความลวงทางโลกไม่สามารถลวงเราได้ตลอดไป เพราะจิตมันตื่นขึ้นมาแล้ว”
เธอแนะว่าควรมีครูบาอาจารย์
“การปฏิบัติเองจะไม่ดีเท่ามีครูบาอาจารย์คอยสอน เพราะเรื่องของจิตเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าปฏิบัติผิดและปฏิบัติผิดซ้ำๆก็เหมือนวนในอ่าง ไม่มีความก้าวหน้า
มีครูบาอาจารย์พูดไว้ว่าถ้า ปฏิบัติมา 10 ปีแล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตแสดงว่ามีแนวโน้มปฏิบัติผิด คนไปติดสุขอยู่ในฌาน นั่งนิ่งๆ สงบ สว่าง สุขอยู่อย่างนั้น จิตไม่ได้ขึ้นไปวิปัสสนาเพื่อเดินปัญญา
การมีปัญญาจะทำให้เล็งเห็นว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การที่เราติดสุข มันจะไม่เดินปัญญาไปถึงจุดนั้น สุขเฉพาะตอนที่นั่ง แต่พอออกมาเจอโลกเจอกระแส เราก็ไม่เกิดการละวาง นี่คือคำของครูบาอาจารย์ท่านพูด

เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติควรมีครูบาอาจารย์ เราจะได้ไม่หลงทาง ไม่เสียเวลาอยู่กับอะไรนานๆ โดยไม่เกิดความก้าวหน้า
ควรสละเวลาทางโลกไปทางธรรม ซึ่งฟินมาก เหมือนที่โบยอมทิ้งเงินสองแสนไปปฏิบัติธรรม โบพูดจริงๆ คุ้มกว่า ยิ่งถ้าปฏิบัติถึงจุดที่เจอที่เห็นแล้วจริงๆ จะรู้เลย แต่ถ้าคนที่ยังทำไม่ได้ ยังป๊อดอยู่ (คำแสลงแปลว่ากลัว ปอดแหก ไม่กล้า) โดนเจ้ากรรมนายเวรดึง มีคนคอยขวางไม่ให้ไปปฏิบัติธรรม กิเลสขวาง อย่างน้อยๆ ต้องมีศีลห้า
สำหรับคนที่ยังไม่สามารถออกไปปฏิบัติได้ แล้วอยากฟังธรรมฝึกจิตวิปัสสนา ถ้าให้โบแนะ โบก็อยากแนะนำครูบาอาจารย์ที่โบเดินตามท่าน อย่าง หลวงพ่อปราโมทย์ สามารถเปิดหาได้จากกูเกิ้ลเลย ยูทูป์มีเยอะมาก ดูคลิปไหนก็ได้ ท่านพูดเรื่องเดียวกันหมด คือ รู้กาย รู้จิต รู้ปัจจุบัน ท่านเทศน์ฟังง่าย วัยรุ่นฟังได้ ชิวมาก”
ประวัติ
ชื่อ: อัฐมา ชีวนิชพันธ์
ชื่อเล่น : โบวี่
เกิด: 14 มีนาคม พ.ศ. 2528
อายุ: 31 ปี
จบการศึกษา: ระดับปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ ภาควิชาศิลปะการละคร เกียรตินิยมอันดับสอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาชีพ: นักแสดง, นางแบบ, พิธีกร
ผลงานเด่น: “วาดดาว” คุณชายปวรรุจ (2556), “หญิงก้อย” สะใภ้จ้าว (2558)
รางวัลที่ได้รับ: Polo Angle, ชนะการประกวด Tea Tree สุดยอดหนุ่มสาวหน้าใส, สตาร์เซ็กซี่ สยามดาราสตาร์อวอร์ดส์ 2012

สัมภาษณ์โดย ผู้จัดการ Lite
เรื่องโดย เกิดศิริ
ภาพโดย พลภัทร วรรณดี
ที่มา : manager.co.th