ถึงแม้ว่าจะคว้าแชมป์ ลา ลีกา ประจำฤดูกาล 2018-19 ไปครองได้ จนทำให้ได้แชมป์ลีกเป็นซีซั่นที่ 2 ติดต่อกัน แต่มันคงไม่แปลกถ้าจะบอกว่านี่เป็นซีซั่นที่ "ล้มเหลว" ของ บาร์เซโลน่า ภายใต้การนำทีมของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ เทรนเนอร์ชาวสแปนิช
การตกรอบรองชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบสุดช็อกด้วยน้ำมือของ ลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-4 ทั้งที่ในนัดแรกพวกเขาชนะมาก่อน 3-0 และการแพ้ บาเลนเซีย 1-2 ในนัดชิงดำของ โกปา เดล เรย์ จนทำให้พลาดแชมป์รายการนี้ทั้งที่ก่อนหน้านี้ซิวถ้วยไปครองได้ 4 ฤดูกาลติดต่อกัน คือสิ่งที่ทำให้แฟนบอลหลายคนของ บาร์เซโลน่า ผิดหวังมากๆ
พอเกิดผลงานที่เลวร้ายแบบนี้มันก็ทำให้หลายคนตั้งประเด็นว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้ บาร์เซโลน่า ได้เพียงแค่แชมป์ลีก กับสแปนิช ซูเปอร์คัพ ในซีซั่นนี้ ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่ามันมีหลายปัจจัยด้วยกัน
- นิสัยเพลย์เซฟของ บัลเบร์เด้
กุนซือบางคนชอบให้ทีมเล่นแบบเสี่ยงเปิดเกมบุกเต็มที่ ส่วนบางคนชอบให้ทีมค่อยๆ ต่อเกมแบบไม่เสี่ยงมากนัก ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นความชอบของแต่ละคน เพียงการการเล่นแบบไม่เสี่ยงมันค่อนข้างจะขัดกับดีเอ็นเอของ บาร์เซโลน่า พอสมควร
การที่ บัลเบร์เด้ มีนิสัยไม่ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ บาร์เซโลน่า ดึงเขาเข้ามาคุมทีมเมื่อฤดูกาล 2017-18 เพราะตอนนั้น บาร์เซโลน่า ต้องการทำให้ทีมมีความมั่นคงและต่อกรกับทีมอื่นได้อย่างคงเส้นคงวา แต่มันก็ได้แค่ "ต่อกร" เท่านั้น ไม่ถึงขั้น "เหนือกว่า" เหมือนที่ บาร์เซโลน่า ทำได้ในอดีต
ทั้งที่ตอนต้นฤดูกาลนี้เขามีทั้ง อุสมาน เดมเบเล่ และ มัลคอม ที่เป็นตัวจี๊ดให้พร้อมใช้งาน แต่เจ้าตัวกลับไม่คิดที่จะวางแผนให้เข้ากับสไตล์ของทั้งคู่ เพราะมองว่ารูปแบบเพลย์เซฟของตัวเองมันดีที่สุด แน่นอนว่ามันได้ผลในบางนัด แต่บางนัดสไตล์เพลย์เซฟของเขามันก็ส่งผลร้ายออกมา