หลังแพ้ บาร์เซโลนา 3-0 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศเลกแลกที่ คัมป์นู สิ่งเดียวที่พอจะทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบต่อไปได้ก็คงเป็นคำว่า 'ปาฏิหาริย์' เท่านั้น
ตั้งแต่ยุคที่ลีกอังกฤษเปลี่ยนชื่อมาเป็น พรีเมียร์ลีก เป็นต้นมา หงส์แดง ชุดนี้น่าจะเป็นชุดที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยมีมา แต่สิ่งที่อาจจะยังไม่เปลี่ยนไปนั่นก็คือความอาภัพนั่นเอง
เกมกับ บาร์ซา เมื่อดูแล้ว ลิเวอร์พูล มีสถิติที่ดีกว่าเจ้าบ้านแทบจะทุกด้านทั้งการครองบอลและโอกาสการยิง พร้อมมีจังหวะน่าจะบวกสกอร์เช่นกันแต่ท้ายที่สุดก็ต้องแพ้ด้วยสกอร์ที่ขาดรอย
แล้วเมื่อย้อนกลับมาดูใน พรีเมียร์ลีก พวกเขาสามารถทำแต้มทะลุ 91 คะแนนไปแล้ว และน่าจะจบด้วย 97 คะแนนมากกว่าแชมป์แทบทั้งหมดในทุกๆ ฤดูกาลที่ผ่านมา
แต่ก็อีกนั่นแหละทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็คงจะไม่ปล่อยให้อีกสองเกมที่เหลือหลุดรอดไปและครองแชมป์ไปแบบฉิวเฉียดด้วยแต้มมากกว่า หงส์แดง เพียงแต้มเดียวเท่านั้น
ดังนั้นสิ่งที่มีเปอร์เซ็นจะได้เห็นมากที่สุดหลังจบฤดูกาลนี้ของทีม เยอร์เกน คล็อปป์ นั่นก็คือการตกรอบรอง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และทำสถิติเป็นรองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่มีคะแนนสูงสุดเป็นประวัติศาตร์
จากเรื่องนี้จึงอาจทำให้มีนักเตะไม่น้อยเกิดความผิดหวังและมีสตาร์ที่หลายๆ สโมสรจ้องเป็นมันย้ายทีมออกไปใน ตลาดซื้อขายนักเตะ ซัมเมอร์นี้ แต่ด้วยคาแร็คเตอร์ของ คล็อปป์ และสไตล์การเล่นของทีมก็คงมีนักเตะเก่งๆ อีกหลายคนรอให้ ลิเวอร์พูล เลือกจับจองเข้ามาในฤดูกาลใหม่เช่นกัน
ขณะที่แฟนบอล หงส์แดง ก็คงจะต้องอดทนกับการโดนแฟนบอลคู่แข่งพูดเหน็บแนมไปอีกฤดูกาล แต่แน่นอนว่าวลี 'ปีหน้ามาแน่' ก็จะไม่ใช่คำพูดลอยๆ แบบขอไปทีเหมือนที่เคยพูดเมื่อหลายๆ ปีที่ผ่านมาเท่านั้น
อย่างไรก็ตามฟุตบอลก็คือลูกกลมๆ และปาฏิหาริย์ก็สามารถเกิดขึ่นได้ทุกวินาที ดังนั้นตราบใดที่เสียงนกหวีดสุดท้ายยังไม่ถูกเป่า ความเชื่อและความหวังก็ยังเป็นสิ่งที่มีค่าและเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้เสมอ