เวลาผ่านมาประมาณ 2 สัปดาห์นิดๆจากวันที่ เรอัล มาดริด ถูก บาร์เซโลน่า และ เซบีญ่า ไล่บี้เหลือ 1 และ 2 แต้มในตารางลา ลีกา ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่ามา วันนี้ดูเหมือนสถานการณ์ทุกอย่างกำลังจะเข้าทางทีม “ราชันชุดขาว” เกือบทั้งหมด
แต้มอาจจะห่างกับ บาร์ซ่า แค่ 1 แต่ทีมของ ซีเนดีน ซีดาน ยังถือความได้เปรียบด้วยเกมในมืออีก 2 นัด ซึ่งสำหรับทีมระดับนี้ถือเป็นความได้เปรียบที่ค่อนข้างสูงมาก และการจะไล่ตามจับให้ทันนั้นเป็นเรื่องที่ลำบากอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ดีในระบบการแข่งขันแบบลีก อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นซึ่งต้องว่ากันแบบยาวๆ สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่าคือทิศทางลมของสองมหาอำนาจลูกหนังแห่งแดนกระทิงดุ ที่ดูเหมือนว่าเวลานี้ว่า กระแสลมนั้นเริ่มเปลี่ยนทิศอีกครั้ง
เรอัล มาดริด กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น สวนทางกับบาร์เซโลน่า ที่กำลังอยู่ในช่วงลง หรืออาจจะพูดว่าความจริง เรอัล มาดริด เองก็เล่นในมาตรฐานของตัวเองแบบนี้มาตั้งแต่ ซีดาน ได้เข้ามาคุมทีมเมื่อ 1 ปีก่อน หากแต่เป็น บาร์ซ่า ของ หลุยส์ เอ็นริเก้ เองมากกว่าที่อยู่ในช่วงตกต่ำอย่างน่าใจหาย และไม่เหลือลาย “โคตรทีม” ที่พิชิต 3 แชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะในเกมล่าสุดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่โดน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถล่มย่อยยับถึง 4-0 ที่เรียกว่า “หมดสภาพ” อย่างสิ้นเชิง ภาพของ ลิโอเนล เมสซี่ ที่เสียบอลและไม่ยอมไล่ ปล่อยให้นักเตะเปแอสเช เอาบอลไปทำประตูเป็นภาพที่ชาวเบลากรานาทำใจยอมรับได้ยาก El Mundo Deportivo พาดหัวความปราชัยของบาร์ซ่าว่า “หายนะ” ขณะที่ Sport พาดหัวเจ็บกว่าว่า “นี่ไม่ใช่บาร์ซ่า”
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เริ่มมีการพูดถึงการ “ปฏิวัติ” ภายในทีมบาร์ซ่าแล้ว ไม่ใช่แค่ในตัวของกุนซืออย่าง หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่มีแนวโน้มอาจจะไม่ได้อยู่ทำทีมต่อในฤดูกาลหน้า แต่ยังรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ของขุมกำลังภายในทีมที่ดูเปราะบางมากในเวลานี้ นักเตะบางคนดูเหมือนจะถึงจุด “อิ่มตัว” กับทีมแล้ว ขณะที่บางคน “หมดสภาพ” ไปแล้ว และสายเลือดใหม่ก็ยังไม่แกร่งพอที่จะแบกรับภาระของทีมได้
ต้องดูว่าบอร์ดบริหารบาร์ว่าจะเลือกเดินหมากอย่างไร จะเก็บใครไว้ จะให้ใครเป็นแกนของทีม รวมถึง ลิโอเนล เมสซี่ ว่าจะตัดสินใจอยู่ใน คัมป์ นู ต่อไปหรือไม่?
อย่างไรก็ดีสิ่งที่เกิดขึ้นกับ บาร์ซ่า ในเวลานี้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติอะไร มันเป็นไปตามวัฏจักรของเกมฟุตบอล ซึ่งทุกทีมต่างก็เคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น รวมถึง เรอัล มาดริด ที่กว่าจะยืนหยัดแข็งแกร่งได้ในวันนี้ก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดรวดร้าวมาเป็นเวลานาน แต่ก่อนจะคิดถึงตรงนั้นเหล่าบาร์เซโลนิสต้าเองต้องทำใจแข็งๆไว้และเอาใจช่วยให้ทีมพยายามกลับมาเล่นในมาตรฐานตัวเองให้ได้ในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ หลังจากนี้อะไรจะเกิดก็ค่อยว่ากันอีกที
สำหรับ มาดริด นั้นเป็นในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้จะหมดสิทธิ์ในการคว้า “3 แชมป์” จากการตกรอบ โกปา เดล เรย์แต่พวกเขามีโอกาสและมีศักยภาพมากพอที่จะคว้าอีก 2 แชมป์ใหญ่อย่าง ลา ลีกา และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่หากได้อีกในปีนี้ก็จะ “ครบโหล” พอดี
Los Blancos ในยุคของ ซีดาน อาจจะไม่ได้หวือหวาทำให้ตาตื่นเหมือนช่วงก่อนนี้ แต่ความสม่ำเสมอและความแข็งแกร่งที่ยากจะทลายได้โดยเฉพาะ 3 ประสานแดนกลาง โทนี่ โครส, ลูก้า โมดริช และ กาเซมิโร ที่สามารถบงการเกมได้อยู่หมัด
ขณะเดียวกันในแนวรุก คาริม เบนเซม่า เองกลับมาพิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นได้อีกครั้งว่าเขายังยอดเยี่ยมอยู่ แม้จะอยู่ในสถานการณ์กดดันเพราะสื่อท้องถิ่นอยากเห็นสายเลือดทีมอย่าง อัลบาโร่ โมราต้า ลงสนามมากกว่าในเกมกับ นาโปลี แต่ เบนเซม่า ก็หยุดเสียงเป่าปากจากกองเชียร์ทีมตัวเองในสนามได้ด้วยลูกโหม่งตีเสมอให้ทีม ซึ่งเป็นประตูแรกนับตั้งแต่ 12 ม.ค. ซึ่งสำหรับ ซีดาน
การที่มีนักเตะสามารถขึ้นมาแบกรับภาระการทำประตูได้มากเท่าไหร่ยิ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะภาระของทีมจะไม่อยู่กับใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่อย่าลืมว่าวัยนี้ CR7 ก็อายุ 32 แล้ว (เพิ่งจะฉลองวันเกิดเมื่อ 5 ก.พ.ที่ผ่านมานี่เอง!) กำลังวังชามันมีแต่จะลดน้อยถอยลงไปด้วยสถานการณ์
ด้วยขุมกำลัง มาดริดถือว่าพร้อม ที่เหลือก็เพียงประสบการณ์และการยืนระยะของพวกเขาเท่านั้นว่าจะดีพอที่จะผ่านช่วงวัดใจ โดยเฉพาะใน 2-3 เดือนสุดท้ายที่หากใจไม่แข็งพอก็อาจจะมีอาการขาสั่น สะดุดเป็นว่าเล่นได้เหมือนกัน เพียงแต่จับความรู้สึกแล้ว มันชวนให้คิดได้เหมือนกันว่าบางนี่อาจจะถึงคราเปลี่ยนยุคของลูกหนังสเปน หลังจากที่ บาร์ซ่า ครองความเป็นใหญ่มาเกือบตลอดช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา
จะเป็นตามนี้จริงหรือไม่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องจับตาให้มั่น ในโปรแกรมสัปดาห์นี้ที่ “ราชันชุดขาว” ลงสนามก่อนในเกมรับมือ เอสปันญ่อล วันเสาร์นี้ 18 ก.พ. เวลา 22.15 น. ขณะที่ บาร์ซ่า จะลงสนามคืนวันอาทิตย์ 19 ก.พ. เวลา 02.45 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง beIN Sports 2
ที่มา : www.90min.com