“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” สิ้นความเกรงขาม หลังการวางมือของจอมคนสก็อต เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อฤดูกาล 2013 จบลงพร้อมกับแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ใบสุดท้ายของสโมสร
เดวิด มอยส์ และปรมาจารย์ลูกหนังชาวดัตช์อย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ยังไม่ใช่คำตอบ แม้พาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ปี 2015/16 มาครองได้สำเร็จ กระทั่งการมาของ โชเซ มูรินโญ ยอดกุนซือชาวโปรตุเกส ความหวังในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่บนเกาะ อังกฤษ ของสาวก “ผีแดง” จึงกลับมามีความหวังอีกครั้ง
งานแรกของ มูรินโญ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด คือการคว้า เอริก ไบญี ปราการหลังผิวสีทีมชาติ ไอวอรี โคสต์ วัย 22 ปี จาก บีญาร์เรอัล ใน ลา ลีกา สเปน มาร่วมทีมด้วย เพื่อเสริมใยเหล็กในแผงหลัง ด้วยค่าตัวกว่า 30 ล้านปอนด์
พร้อมกล่อม ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยอดกองหน้าวัย 35 ปี ที่หมดสัญญากับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมแชมป์ลีก เอิง ฝรั่งเศส มาร่วมทีมแบบไร้ค่าตัว
พร้อมกับเครื่องหมายคำถามจากแฟนบอลทั่วโลกว่า “อิบราฮิโมวิช” กับวัยใกล้ฝั่งบนเส้นทางลูกหนัง จะไหวไหมกับลีกฮาร์ทคอร์อย่าง พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ตามด้วย เฮนริค มคิตาร์ยาน จอมแอสซิสต์ แห่ง บุนเดสลีกา เยอรมัน จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
และที่สร้างความฮือฮาสะเทือนลูกหนังโลก คงหนีไม่พ้นการทุบสถิติผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุดโลกของ แกเร็ท เบล ปีกทีมชาติ เวลส์ ของ เรอัล มาดริด ด้วยการคว้า “พอล ป็อกบา” จอมเทคนิคเลือดน้ำหอม ของ ยูเวนตุส ยอดทีมแห่ง กัลโช เซเรีย อา อิตาลี โดยนักเตะวัย 23 ปี กลับมาสวมเครื่องแบบอสูรแดงอีกครั้ง ด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์
ทันทีที่ออกสตาร์ทฤดูกาล 2016/17 ยูไนเต็ด เก็บชัย 3 รวด พร้อมเกาะกลุ่มผู้นำอย่างเหนียวแน่น ทว่าใน 3 เกมต่อมา แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องพบกับความพ่ายแพ้ 3 นัดติดต่อกัน ให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคอนโทรลของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คาถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ของตัวเอง 1-2 ต่อด้วยออกไปแพ้ เฟเยร์นูร์ด ในศึก ยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ที่ ฮอลแลนด์ 1-0 และบุกไปพ่าย วัตฟอร์ด 3-1 ในเกม พรีเมียร์ ลีก
ฟอร์มการเล่นของทีมเริ่มไม่คงเส้นคงวาเหมือนต้นฤดูกาล นั่นทำให้ความกดดันและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน รวมทั้งแฟนบอลโหมกระหน่ำเข้าหาทีม แต่เมฆทะมึนค่อย ๆ จางหายไป แสงสว่างสาดส่องนำทางให้ มูรินโญ และ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ดีขึ้นอีกครั้ง จนไม่แพ้ทีมใดในลีกติดต่อกัน 13 นัด และเป็นการคว้าชัยชนะ 6 นัดติดต่อกัน
แม้จะรั้งอันดับ 6 ของตาราง แต่มีแต้มตามหลัง เชลซี จ่าฝูงเพียงแค่ 10 คะแนน และมีแต้มห่างจากกลุ่มท็อปโฟร์ เพียงแค่ 3 แต้มเท่านั้น อีก 18 นัด อะไรก็เกิดขึ้นได้
อย่าลืมว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มักโชว์ฟอร์มได้ดีในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ณ ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าขีดชื่อของพวกเขาออกจากการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อย่างแน่นอน
แต่อะไรทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาอาละวาดกลับมามีลุ้นแชมป์อีกครั้งฟอร์มการเซฟระดับเวิร์ลคลาสของ ดาบิด เด เคอา ? หรือการกลับชาติมาเกิดใหม่ที่ไฉไลเป็นบ้าของ ดูโอ้ ฟิล โจนส์ และ มาร์กอส โรโฮ ที่จับคู่กันได้อย่างลงตัวในแผงหลัง
ความกลมกล่อมดุจไวน์ที่หมักไว้หลายสิบปี ของแผงมิดฟิลด์ที่ประกอบไปด้วยตัวเก๋าอย่าง ไมเคิล คาร์ริค ที่ลงสนามยามใด “ผีแดง” ไร้พ่ายในฤดูกาลนี้
จอมขยันอย่าง อันแดร์ เอร์เรร่า และความสดบวกจินตนาการในการทำเกมรุกของ พอล ป็อกบา การให้โอกาส มคิตาร์ยาน ลงสนามต่อเนื่อง
ฟอร์มการยิงประตูที่ร้อนแรงของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสำหรับเขา อายุเป็นเพียงตัวเลข เมื่อยิงไปแล้ว 18 ประตูในทุกรายการ และสปิริตในทีม รวมทั้งที่ขาดไม่ได้คือ มูรินโญ ผู้อยู่เบื้องหลังการคืนฟอร์มเก่งของทีม
มูรินโญ เข้าใจนักเตะ และนักเตะเริ่มเข้าใจแท็คติค มากขึ้น ทุกคนมีความสุขมองเป้าหมายเดียวกัน ส่งผลให้ทีมมีผลงานที่สม่ำเสมอ
แม้เส้นทางการแข่งขันในฤดูกาล 2016/17 ยังเหลืออีกยาวไกล แต่สิ่งที่ มูรินโญ กำลังทำอยู่นั้นถือว่ามาถูกทางและค่อย ๆ เป็นไปในทิศทางที่ดี ในระหว่างนี้ทีมอาจมีสะดุดบ้าง แต่นี่เป็นบททดสอบว่า มูรินโญ คือตัวจริงในการปลุก ปีศาจแดง กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหรือไม่
ที่มา : 90min.com